BOTOX
โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร?
โบท็อกซ์ คือ ตัวยาโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin A) ซึ่งผลิตโดยแบคทีเรีย Clostridium botulinum โบท็อกซ์จะถูกฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อหรือบริเวณเป้าหมาย เพื่อช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า และช่วยปรับรูปหน้าลดขนาดกล้ามเนื้อ
โบท็อกซ์ช่วยอะไร?
การใช้งานด้านความงาม:
ลดการปรากฏของริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้า โดยเฉพาะรอบดวงตาและบริเวณหน้าผาก โดยที่โบท็อกซ์จะทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตหรือคลายตัวชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัว และเกิดเป็นริ้วรอยได้
โบท็อกซ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลของการรักษาจะอยู่ได้ประมาณ 4 - 9 เดือน การรักษาซ้ำ จะช่วยคงผลลัพธ์ที่ต้องการไว้ได้ยาวนานขึ้น

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะปลอดภัยเมื่อได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ แต่โบท็อกซ์ก็ยังมีความเสี่ยง เช่น อาจเกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อชั่วคราว ปวดศีรษะ และอาการภูมิแพ้ขึ้นได้
การดื้อโบท็อกซ์คืออะไร ?
การดื้อยาโบท็อกซ์ คือ การที่กล้ามเนื้อตอบสนองต่อผลของการฉีดยาโบท็อกซ์น้อยลงหรือไม่ตอบสนองเลย เนื่องจากร่างกายสร้างแอนติบอดี้ หรือโปรตีนดื้อยา มาป้องกันการทำงายของโบท็อกซ์ ทำให้โบท็อกซ์ไม่สามารถยับยั้งการส่งกระแสประสาทไปยังกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อหยุดชะงักได้
การดื้อโบท็อกซ์เกิดจากอะไร ?
- ผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ ปริมาณมากในแต่ละครั้งการใช้โบท็อกซ์ในปริมาณมากเกินไปในแต่ละครั้ง
อาจทำให้กล้ามเนื้อเคยชินกับการทำงานน้อยลง ส่งผลให้ผลลัพธ์ลดลงในครั้งต่อ ๆ ไป
- ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไว คนที่ระบบภูมิคุ้มกันไว มีแนวโน้มที่จะสร้างภูมิต่อโบท็อกซ์ ได้เร็วกว่า ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน
- ผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาคนที่มีประวัติการแพ้ยา โดยเฉพาะยาจำพวกโปรตีน มีโอกาสที่จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโบท็อกซ์ ซึ่งถือเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
- ผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบเผาผลาญและการกำจัดสารต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานช้าลงในผู้สูงอายุ ทำให้โบท็อกซ์ อาจอยู่ได้นานกว่าคนทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโบท็อกซ์ ได้ง่ายขึ้นในระยะยาว
- ผู้ที่มีพันธุกรรมบางชนิด มีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ว่า พันธุกรรมอาจมีบทบาทในการกำหนดอัตราการกำจัดโบท็อกซ์ ออกจากร่างกาย คนที่มีพันธุกรรมบางชนิดอาจกำจัดโบท็อกซ์ ออกจากร่างกายเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน
ดื้อโบท็อกซ์ป้องกันได้อย่างไร ?
- ไม่เปลี่ยนชนิดหรือยี่ห้อของโบท็อกซ์ที่ใช้บ่อยหรือหลากหลายจนเกินไป
- ในกรณีที่มีการดื้อยาแล้ว จึงสามารถลองเปลี่ยนชนิดหรือยี่ห้อของโบท็อกซ์ตามความเหมาะสมได้
- เว้นระยะห่างระหว่างการรักษามากขึ้น โดยให้เว้นไว้อย่างน้อย 3 เดือน จึงจะสามารถทำได้อีกครั้ง
- ใช้ยาในปริมาณน้อยลงตามลักษณะผิวเท่านั้น โดยควบคุมปริมาณยาไม่ให้เกิน 300 ยูนิต ต่อ ครั้ง
- ในบางกรณีถ้ามีภาวะดื้อยาสูงมาก อาจต้องหยุดการรักษาด้วยโบท็อกซ์ชั่วคราว
หรือหาทางเลือกอื่นในการรักษาริ้วรอย เช่น การใช้ฟิลเลอร์หรือการใช้เลเซอร์